สิบคำถามกับคนที่เชื่อว่ากษัตริย์ภูมิพลมีอำนาจสูงสุด
ใจ อึ๊งภากรณ์
อ่านต่อ...
1. ถ้ากษัตริย์ภูมิพลมีอำนาจสูงสุดในสังคมไทยและสั่งทหารได้ เขายึดอำนาจจากทหารมาเมื่อไร เพราะคณะราษฏร์ยึดอำนาจจากกษัตริย์ในการปฏิวัติ ๒๔๗๕ และหลังจากนั้นทหารอย่างจอมพลสฤษดิ์ ก็รณรงค์เชิดชูกษัตริย์เพื่อเป็นประโยชน์กับเผด็จการของตนเองเมื่อยึดอำนาจในปี ๒๕๐๐ นอกจากนี้ทหารคงไม่อาสายกอำนาจให้กษัตริย์อย่างง่ายๆ ดังนั้นภูมิพลยึดอำนาจมาเมื่อไร?
2. ถ้ากษัตริย์ภูมิพลมีอำนาจคุมทหารทังหมดได้ ทำไมทหารแบ่งออกเป็นก๊กเป็นกลุ่มที่แย่งชิงอำนาจกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในลักษณะรัฐประหารและในการผลักดันให้คนของตนได้ขึ้นมาถือตำแหน่งสูงในกองทัพ?เพราะถ้าภูมิพลสั่งและแต่งตั้งหมด ทหารก็คงต้องเชื่อฟังไม่แย่งกัน
3. ถ้ากษัตริย์ภูมิพลมีอำนาจสูงสุด สั่งการได้หมด ทำไมไม่ออกมาสั่งโดยตรงเหมือนกษัตริย์ ซาอุ บรูไน จอร์แดน บาเรน ภูฐาน หรือกษัตริย์เนปาลในอดีต? ทำไมต้องมี “มือที่มองไม่เห็น” ถ้ามีอำนาจจริง?
4. ถ้าการมี “มือที่มองไม่เห็น” (ซึ่งอาจมีหรือไม่มี) เป็นวิธีหลอกประชาชนเพื่อไม่ให้ต้านกษัตริย์ ทำไมกษัตริย์ภูมิพลจึง “โง่” ไปสั่งรัฐประหารล้มรัฐบาลที่ประชาชนส่วนใหญ่ชอบในปี ๒๕๔๙ แล้ว “โง่” ไปสั่งฆ่าคนเสื้อแดง ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ตอนนี้เกลียดกษัตริย์และราชวงศ์? หรือมันไม่ใช่ว่าภูมิพลโง่ แต่เป็นข้อผิดพลาดของทหารและอำมาตย์ที่ใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือในการให้ความชอบธรรมกับสิ่งที่ตนเองทำโดยไม่คิดไกลพอ?
5. ทำไมทหารและนักการเมือง โดยเฉพาะฝ่ายอำมาตย์ พยายามสร้างภาพและบอกกับสังคมว่านายภูมิพลมีอำนาจเหนือเขา จนเขาต้องไปหมอบคลานต่อหน้ากษัตริย์ มันมีผลประโยชน์แอบแฝงหรือไม่? เขากำลังสร้างภาพให้เราหลงเชื่อไหม? และทำไมนักวิชาการทั้งไทยและต่างประเทศที่เขียนหนังสือและพูดว่านายภูมิพลมีอำนาจสูงสุด และบางคนเขียนว่านายภูมิพลสั่งรัฐประหาร ๑๙ กันยาด้วย ทำไมเขาไม่โดนคดีหมิ่นกษัตริย์ ทำไมหนังสือของเขายังวางขายอยู่ ในขณะที่หนังสือที่วิจารณ์ทหารและการใช้กษัตริย์ถูกห้ามและผู้เขียนโดนคดี? จริงๆ แล้วกฏหมายหมิ่นกษัตริย์มีไว้เพื่อปกป้องใครกันแน่ ....กษัตริย์หรือพวกเผด็จการทหารกับนักการเมือง?
6. คนที่มีอำนาจสั่งการในระบบเผด็จการมักจะมีความสามารถในการพูดและมักจะมีข้อเสนอที่พยายามครองใจประชาชน แต่ทำไมนายภูมิพลพูดขี้อาย กำกวม วนไปวนมา ไม่ค่อยมีสาระ และข้อเสนออย่างเช่น “เศรษฐกิจพอเพียง” ก็ไม่มีใครเอาไปทำเป็นรูปธรรมเลย? จริงๆ แล้วนายภูมิพลพูดกำกวมเพราะไม่อยากและไม่กล้ารับผิดชอบใช่ไหม? เขาเลยปล่อยให้คนอื่นที่มีอำนาจจริงเช่นทหาร ไปตีความเข้าข้างตนเองแทนใช่ไหม?
7. นายภูมิพลอายุสูงแล้ว ป่วยพอสมควร นั่งรถเขนและตัวเอียง กษัตริย์ที่ท่านเห็นและฟังในจอโทรทัศน์มีอำนาจสั่งทุกอย่างตอนนี้ได้จริงหรือ? ในอดีตสมัยที่มีระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เวลากษัตริย์เริ่มป่วยใกล้ตาย คนอื่นจะมาแย่งอำนาจกันเพื่อเป็นกษัตริย์ต่อไป ทำไมไม่มีใครแย่งอำนาจกษัตริย์ตอนนี้ และเมื่อภูมิพลตายจะมีการแย่งอำนาจจริงหรือ? คิดหรือว่านายวชิราลงกรณ์อยากชิงอำนาจ “เพื่อปกครองประเทศ”จริงหรือ? หรือเขาพอใจที่จะเสพสุขและปล่อยให้คนอื่นปกครองมากกว่า?
8. เราทราบจากวิกีลีคว่าคนชั้นสูงในไทยมองวชิราลงกรณ์ด้วยความดูถูก คุณมั่นใจแค่ไหนว่าในใจเขา เขาไม่ดูถูกราชินีสิริกิติ์ผู้หลงไหลในเพชร การซื้อของ และการทำสัญกรรมจนหน้าบวม และผู้ไม่รอบคอบพอที่จะครองใจประชาชนคนส่วนใหญ่? ถ้าภูมิพลมีอำนาจสูงสุดทำไมเขาไม่เตรียมถ่ายทอดอำนาจนี้ไปสู่คนที่จะรักษาอำนาจได้เหมือนพวกกษัตริย์หรือเผด็จการทั่วโลก? ถ้าเขามองว่าลูกชายไม่เหมาะ ทำไมไม่ออกมาสั่งว่าการถ่ายทอดอำนาจต้องไปสู่คนอื่น? หรือจริงๆ แล้วนายภูมิพลไม่มอำนาจเลย และราชวงศ์ทั้งหมดถูกใช้เป็นเครื่องมือ?
9. ถ้านายภูมิพลมีอำนาจสูงสุดจริง ทำไมเขาไม่ออกมาห้ามทหารไม่ให้ฆ่าประชาชนในวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ หรือช่วงพฤษภาคม ๒๕๓๕ ตั้งแต่วันแรก? ทำไมต้องรอหลายวันเพื่อดูว่าใครชนะก่อนที่จะเลือกข้าง? เป็นไปได้ไหมว่าในกรณีราชประสงค์ ๒๕๕๓ ภูมิพลไม่ออกมาพูดอะไรเพราะประชาชนยังไม่ชนะทหาร? นอกจากนี้เป็นไปได้ไหมว่าเขาไม่สามารถสร้างภาพนามธรรมว่าเขาห่วงใยประชาชนเสื้อแดงด้วยการออกมาพูดอะไรกำกวมที่ไม่ค่อยมีความหมาย เพราะทหารยังไม่อนุญาติให้พูด? ถ้าเกิดนายภูมิพลจะออกมาให้กำลังใจกับคนเสื้อแดงเพื่อสร้างภาพและปกป้องการจงรักภักดีเขาจะเสียหายตรงไหน? แล้วทำไมไม่ทำ? หรือเขาไม่มีเสรีภาพที่จะทำ?
10. ข้อเสนอของผมว่าในสังคมอำมาตย์ ทหาร-ข้าราชการชั้นสูง-นักการเมือง-นายทุนมีอำนาจดิบจริงๆ ในขณะที่นายภูมิพลมีหน้าที่สร้างความชอบธรรมทางลัทธิความเชื่อโดยการประทับตราเห็นชอบกับทุกสิ่งที่แนวร่วมอำมาตย์ทำ มันไม่จริงเพราะอะไร?
ความจริงเกี่ยวกับบทบาทกษัตริย์ภูมิพลคืออะไร?
และเราจะได้ประชาธิปไตยอย่างไร?
มันมีวิธีเดียวที่เราจะสร้างประชาธิปไตยแท้ได้คือ เราต้องล้มอำมาตย์ ปฏิรูปกองทัพอย่างถอนรากถอนโคนโดยการลดอำนาจและบทบาทของทหาร และต้องยกเลิกสถาบันกษัตริย์ไปด้วย
การล้มอำมาตย์ไม่มีทางลัด เราต้องรวมพลังมวลชนบนท้องถนน บวกกับการนัดหยุดงาน และการปลุกระดมจิตสำนึกในทหารระดับล่าง อย่างที่ชาวตะวันออกกลางทำ และแน่นอนในด้านความคิดเราต้องเลิกกราบไหว้กษัตริย์ เลิกคิดว่าเป็นเทวดา แต่เราต้องชัดเจนว่าเรากำลังสู้กับอำมาตย์ทั้งระบบไม่ใช่คนคนเดียว
ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ นายภูมิพล ในฐานะกษัตริย์ไทย ได้ถูกสร้างขึ้นมาเป็นประมุขในนิยาย เพื่อให้อำมาตย์ชนชั้นปกครองไทยอันประกอบไปด้วยทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนายทุน ได้ปกครองกดขี่ขูดรีดพลเมืองด้วยความสะดวกสบาย แต่นิยายเรื่องกษัตริย์นี้ไม่ได้รับการเชื่ออย่างเบ็ดเสร็จ ในบางยุคบางสมัยมีพลเมืองไทยจำนวนไม่น้อยที่ไม่เห็นด้วยกับระบบกษัตริย์ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ และในปัจจุบันหลังเหตุการณ์นองเลือดที่ราชประสงค์และผ่านฟ้าในปี ๒๕๕๓
กษัตริย์ภูมิพลเป็นคนที่ไร้ความกล้าหาญ ไร้ความสามารถที่จะเป็นผู้นำ และในความจริงเป็นคนที่ไร้อำนาจในสังคมไทยอีกด้วย แต่เขาไม่ใช่เหยื่อที่เราควรสงสาร เพราะเขาได้ประโยชน์ส่วนตัวมหาศาลจากบทบาทการเป็นกษัตริย์ และบทบาทการเป็นสัญลักษณ์ของ “ลัทธิกษัตริย์” ที่อำมาตย์ชนชั้นปกครองไทยมอบหมายให้เขาทำ
บ่อยครั้งในอดีต เวลากษัตริย์ภูมิพลพอจะกล้าที่แสดงความเห็น เช่นในการแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกหลัง ๖ ตุลา หรือในการสนับสนุนเผด็จการสุจินดาสมัย พฤษภา ๓๕ ประชาชนและอำมาตย์เองก็ไม่ฟังหรือทำตาม นายธานินทร์ได้เป็นนายกก็จริง แต่หลังจากเพียงหนึ่งปีเองทหารก็เขี่ยออกจากตำแหน่งเพราะบิหารบ้านเมืองไม่ได้ และในกรณีสุจินดาก็ไม่มีใครฟังภูมิพล
ชนชั้นปกครองไทยพยายามกล่อมเกลาให้เราเชื่อว่า นายภูมิพลเป็นทั้ง “กษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์” และ “กษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย” พร้อมกัน การที่ความเชื่อนี้ไม่สมเหตุสมผลไม่สำคัญ เพราะมีการรณรงค์ผ่านโรงเรียนและสื่อให้เราเชื่อว่ากษัตริย์มีอำนาจเหนือชีวิตของเรา มีการสั่งสอนให้เราทั้งรักและทั้งกลัวอำนาจกษัตริย์ และในบรรยากาศแบบนี้ โดยเฉพาะบรรยากาศความกลัว เหตุผลและปัญญาก็สูญหายไปง่าย มันเป็นความพยายามให้ประชาชนเชื่อว่าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการจงรักภักดีต่อและเกรงกลัวผู้ปกครองที่เป็นเสมือนพระเจ้าหรือเทวดา ความคิดนี้เป็นความพยายามที่จะหลอกเรา เพื่อปกป้องอำนาจและอภิสิทธิ์ของชนชั้นปกครองทั้งชนชั้น โดยเฉพาะทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนายทุนใหญ่
ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์นองเลือดที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์และการเงียบเฉยของนายภูมิพล รวมถึงพฤติกรรมสนับสนุน พันธมิตรฯ ของราชินีและลูกชาย ประชาชนเสื้อแดงจำนวนมาก หลายล้านคน กลายเป็น “ผู้เคยรักเจ้าที่ตาสว่าง” มีการเปลี่ยนจากการ “รัก” ไปเป็นการ “เกลียดชัง” เจ้า และเวลาคนเสื้อแดงพันๆ คนตะโกนร้องว่า “เหี้ยสั่งฆ่า” ที่ราชประสงค์ในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๓ เราอาจเดาได้ว่าในใจเพื่อนๆ ของเราเหล่านั้นจำนวนมาก เขาหมายถึงนายภูมิพล
แต่สิ่งหนึ่งที่คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ยังสลัดออกจากหัวไม่ได้คือ “ความกลัว” ที่มีต่อนายภูมิพลและราชวงศ์ เพราะยังเชื่อในอำนาจของกษัตริย์ที่ชนชั้นปกครองกล่อมเกลามานาน แทนที่จะเห็นทะลุนิยายว่านายภูมิพลเป็นแค่สัญลักษณ์ของลัทธิกษัตริย์ เขาแค่เปลี่ยนจากความรักเป็นความเกลียด คนเสื้อแดงต้องพยายามฝ่าฟันความรู้สึกกลัวอันนี้ และเปลี่ยนไปเป็นความรู้สึกสมเพชดูถูกกษัตริย์และราชวงศ์ที่เป็นกาฝากของสังคม เราต้องดูถูกสมเพชในแง่ที่พวกนี้ไม่มีปัญญาและความสามารถแต่กลับชื่นชมในนิยายที่ทำให้ตนเองเป็นเทวดา และเราต้องสมเพชที่เขาไม่มีความกล้าที่จะรับผิดชอบอะไร กล้าแต่จะรับผลประโยชน์จนรวยเท่าฟ้าเท่านั้น
การใช้กษัตริย์เป็นเครื่องมือแบบนี้ของชนชั้นปกครองไทย มีกฎหมายหมิ่นและกฎหมายคอมพิวเตอร์ไว้เพื่อบังคับความจงรักภักดี และข้อหา “ล้มเจ้า” กลายเป็นข้ออ้างในการเข่นฆ่าประชาชนกลางเมืองด้วย มันเกิดขึ้นในวันที่ ๖ ตุลา ๒๕๑๙ และอีกครั้งใน เมษา/พฤษภา ๒๕๕๓
ถ้าเราจะสร้างประชาธิปไตยแท้ในประเทศไทย เราต้องยกเลิกสถาบันกษัตริย์ แต่ไม่ใช่เพราะกษัตริย์ภูมิพลมีอำนาจบงการอะไร สาเหตุเพราะทหาร ข้าราชการชั้นสูง และนายทุนใหญ่ ใช้ “ลัทธิกษัตริย์” เพื่อให้ความชอบธรรมกับการทำลายสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยเสมอ นอกจากนี้กษัตริย์ภูมิพลไม่เคยทำประโยชน์อะไรให้กับประเทศชาติอีกด้วย ไม่เคยปกป้องรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพเลย ได้แต่เสพสุขจากการทำงานของพลเมืองเท่านั้น และได้แต่ปกป้องความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยด้วยลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง




