เสื้อแดงสังคมนิยม คือเวปไซท์ของ ใจ อึ๊งภากรณ์ เสื้อแดงไทย แนวสังคมนิยม This Website belongs to Giles Ji Ungpakorn. Click on English articles.
เชิญอ่านต่อ....
แนวคิดสังคมนิยมมาร์คซิสต์ กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคนเสื้อแดง
ในขบวนการเสื้อแดง ซึ่งเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย มันมีหลากหลายแนวความคิด มีเสื้อแดงทักษิณ เสื้อแดงไม่เอาทักษิณ เสื้อแดงตาสว่าง เสื้อแดงเพื่อไทย เสื้อแดงแกนนอนวันอาทิตย์สีแดง เสื้อแดงสายอ.สุรชัย และเสื้อแดงสังคมนิยม ฯลฯ แต่ท่ามกลางความหลากหลายเรามีจุดร่วมคือ เราต้องการประชาธิปไตย และความยุติธรรม ไม่ต้องการอำมาตย์ การที่เสื้อแดงมีหลายความคิดหลายสาย ไม่ใช่การทะเลาะกัน แต่เป็นการถกเถียงแลกเปลี่ยนเรื่องวิธีทางในการต่อสู้ และรายละเอียดของสังคมไทยหลังอำมาตย์ที่เราต้องการ
สำหรับเสื้อแดงสังคมนิยม การมีองค์กรมาร์คซิสต์ หรือ “หน่ออ่อนของพรรคปฏิวัติสังคมนิยม” มีไว้เพื่ออัดฉีดความคิดสังคมนิยมเข้าสู่ขบวนการเสื้อแดง เพื่อให้ชนะ เพราะเราเชื่อว่าแนวมาร์คซิสต์ช่วยให้เสื้อแดงชนะได้ แต่มันแปลว่าเราต้อง “พิสูจน์” ในรูปธรรม ว่าเรามีข้อเสนอที่มีน้ำหนักในการนำการต่อสู้ต่อไป และเราสามารถวิเคราะห์สังคมไทยอย่างชัดเจน เพื่อการล้มอำมาตย์ นอกจากนี้เราต้องเข้าใจเอง และสามารถอธิบายให้คนอื่นฟังได้ว่า ทำไมเป้าหมายระยะสั้นของเรา หรือ “รัฐไทยใหม่” สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวในการสร้างรัฐไทยแบบสังคมนิยม มันเชื่อมโยงกัน ตรงนี้การศึกษา โรซา ลัคแซมเบอร์ค จากหนังสือ “การนัดหยุดงานทั่วไป” และ “ปฏิวัติกับปฏิรูป” เป็นเรื่องสำคัญ เพราะสหายโรซาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิรูปและการปฏิวัติว่าแยกออกจากกันไม่ได้และเชื่มโยงกันอย่างไร
ทุกอย่างในงานของเรา ที่ เลี้ยวซ้าย ทำ เป็นการพัฒนาทฤษฏีมาร์คซิสต์ให้สอดคล้องกับการต่อสู้ประจำวันท่ามกลางวิกฤตการเมืองไทย สมาชิก เลี้ยวซ้าย ต้องมีเป้าหมายส่วนตัวในการพัฒนาตนเองเป็น “ปัญญาชนอินทรีย์” ของคนที่เรียกตัวเองว่า “ไพร่เสื้อแดง” ตามที่อันโตนิโอ กรัมชี เคยเสนอ คือเราเป็นปัญญาชนที่เลือกข้างคนจน และเลือกข้างเพื่อเอาชนะอำมาตย์ ดังนั้นสมาชิกทุกคนต้องถกเถียงได้ ต้องพัฒนาความรู้ และร่วมกันเป็นวิทยากร ไม่ใช่ปล่อยให้มี “ผู้รู้พิเศษ” ไม่กี่คน
ในยุคนี้คนเสื้อแดงกำลังตั้งคำถามสำคัญๆ มากมายที่เราต้องช่วยกันพยายามตอบ เช่น....
“ลักษณะสังคมไทย” จุดสำคัญตอนนี้คือประเด็นว่าความขัดแย้งปัจจุบันในระดับชนชั้นปกครอง ที่นำไปสู่รัฐประหาร ๑๙ กันยา และสิ่งที่ตามมา มันเป็นความขัดแย้งระหว่างอะไรกับอะไร เสื้อแดงส่วนใหญ่มองว่ามันเป็นความขัดแย้งระหว่าง เบื้องบน กับทักษิณ ตรงนี้มีปัญหามากเพราะไม่มีการวิเคราะห์ว่าความขัดแย้งมันเกิดจากอะไรจริงๆ เพราะแท้จริงแล้ว ทักษิณเป็นคนจงรักภักดี ความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างทักษิณ ที่ครองใจประชาชนจำนวนมากผ่านกระบวนการประชาธิปไตย กับอำมาตย์หัวเก่าหลายๆ กลุ่ม ที่มองว่าพลเมืองส่วนใหญ่โง่ และเป็นภาระของสังคม ทักษิณมองว่าถ้าจะทำให้สังคมไทยพัฒนาสำหรับทุนนิยม จะต้องนำคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนจนมาเป็นผู้ “ร่วมหุ้น” ในการพัฒนา
การที่เสื้อแดง “ตาสว่าง” หันมาเน้นบุคคลคนเดียวในกลุ่มอำมาตย์ และพูดเกินเหตุว่าคนนี้มีอำนาจสั่งการทุกอย่างอยู่ในมือ มีปัญหามาก มันนำไปสู่ความเข้าใจผิดในรูปธรรมสองอย่างคือ หนึ่ง มันทำให้อำมาตย์น่ากลัวอย่างถึงที่สุด ดังนั้นมีการสรุปว่าเราใช้มวลชนสู้กับอำมาตย์ไม่ได้ เราต้องยอมปรองดอง มีการมองข้ามกิจกรรมมวลชนของวันอาทิตย์สีแดง และที่สำคัญคือนำไปสู่การไม่ต้องไปจี้ให้ปฏิรูปกองทัพเลย มีการมองข้ามความโหดร้ายและอำนาจของกองทัพได้เพราะเชื่อผิดๆ ว่าทหารเป็นเพียง “ลูกน้อง” อำมาตย์ใหญ่ และ สอง มีคนสรุปผิดๆ ว่าอำมาตย์เป็นพวก “ปิดประเทศหันหลังให้โลกาภิวัตน์” ไม่เหมือนทักษิณ ดังนั้นมีความเชื่อว่าต้องใช้แนวเสรีนิยมกลไกตลาดเสรีสู้กับอำมาตย์ มีความเชื่อผิดๆ ว่าเสรีนิยมนำไปสู่ประชาธิปไตยอีกด้วย ซึ่งตรงข้ามกับความจริง เพราะทุกวันนี้แนวเสรีนิยมกลไกลตลาดกำลังทำลายสิทธิเสรีภาพในชีวิตที่ดีของประชาชนในตะวันตกและในประเทศยากจน มันนำอำนาจออกจากมือประชาชนเพื่อไปไว้กับกลุ่มทุนใหญ่ และในกรณีไทย ในความเป็นจริง อำมาตย์มีลักษณะเสรีนิยมสุดขั้วยิ่งกว่าทักษิณเสียอีก เพราะทักษิณเคยใช้นโยบาย “คู่ขนาน” คือใช้รัฐพัฒนาสังคมภายในประเทศ เพื่อแข่งขันในตลาดเสรีในระดับโลก นอกจากนี้มีการเข้าใจผิดว่าเศรษฐกิจพอเพียงและนโยบายพรรคประชาธิปัตย์หรือทหาร ขัดกับเสรีนิยมโลกาภิวัตน์ และความเชื่อผิดๆ นี้กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่หลายคนในกลุ่มเสื้อแดงสมัชชาสังคมก้าวหน้า หรือในหมู่นักวิชาการที่ชื่นชมทักษิณ ไม่เห็นด้วยกับการสร้างรัฐสวัสดิการ เพราะรัฐสวัสดิการขัดแย้งกับแนวเสรีนิยมกลไกตลาด รัฐสวัสดิการขัดกับเรื่อง “มือใครยาวสาวได้สาวเอา”
“จะใช้การนำแบบแนวตั้งหรือแนวนอน?” นี่คือการเถียงกันเรื่อง “การนำ” คือจะให้แกนนำที่เป็นผู้ใหญ่สั่งการลงมา หรือจะให้รากหญ้านำตนเอง มันกลายเป็นเรื่องสำคัญหลังราชประสงค์ เพราะถูกชูขึ้นมาโดย บก.ลายจุด และนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่ประสบความสำเร็จในวันที่ ๑๙ กันยา ในขณะที่แกนนำเสื้อแดงหลายคนติดคุก
ประเด็นที่สำคัญพอๆ กันคือ ความสัมพันธ์ระหว่าง “ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของคนเสื้อแดง” กับพรรคเพื่อไทย คำถามคือคนเสื้อแดงจะคุมพรรคเพื่อไทยได้ไหม? หรือคนเสื้อแดงที่ก้าวหน้าที่สุดต้องขยับไปสร้างพรรคสังคมนิยมที่สอดคล้องกับการสร้างสังคมและรัฐใหม่? แนว “แกนนอน” ของบก.ลายจุด สำคัญสำหรับคนเสื้อแดงในการฟื้นตัวและเพิ่มประชาธิปไตยภายในขบวนการเสื้อแดง แต่มีจุดอ่อนตรงที่ช่วงชิงการนำจากนักการเมือง ไทยรักไทย/เพื่อไทย ไม่ได้ โดยเฉพสะถ้าเขาหักหลังวีรชนเสื้อแดงและพาเราไปประนีประนอม ปรองดองจอมปลอม
นักมาร์คซิสต์ตั้งแต่สมัย เลนิน กับ ตรอทสกี ได้ศึกษาปัญหาการสร้างพรรค โดยวิเคราะห์ความจำเป็นที่จะต้องมีการคานกันระหว่างประชาธิปไตยภายในพรรคหรือการนำตนเอง กับการรวมศูนย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการช่วงชิงการนำในหมู่มวลชน ในช่วงสมัชชาสังคมโลก(World Social Forum) เมื่อสิบปีที่แล้ว มีการคุยกันในอีกประเด็นคือ พรรคกับมวลชนในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมควรมีความสัมพันธ์กันอย่างไร? มันมีบทเรียนจากโบวิเวีย และเวเนสเวลา ซึ่งมีพรรคฝ่ายซ้ายและขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนคู่ขนานกัน หลายคนอธิบายว่าขบวนการเคลื่อนไหวต้องรักษาความอิสระระดับหนึ่งจากพรรค เพื่อให้มวลชนกดดันตรวจสอบพรรคได้เสมอ ในกรณีไทย พรรคเพื่อไทยไม่ใช่พรรคฝ่ายซ้าย แต่มันก็เป็นประเด็นคล้ายๆ กัน
การช่วงชิงการนำในมวลชนกว้าง แปลว่าสมาชิกพรรคหรือสมาชิก เลี้ยวซ้าย ต้องพัฒนาความรู้ และพรรคต้องมีสื่อ เช่น นสพ หรือใบปลิว เพื่อขยายความคิดในกลุ่มเสื้อแดงตลอดเวลา
“ใครคือชนชั้นปฏิวัติในปัจจุบัน?” แน่นอนมาร์คซิสต์เน้นชนชั้นกรรมาชีพ ว่าในที่สุดเป็นพลังในการปฏิวัติสังคมนิยม แต่ขบวนการทางการเมือง แบบเสื้อแดง และชนชั้นอื่นๆในหมู่คนจน มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นและพัฒนาความคิดของกรรมาชีพได้เสมอ มันไม่ได้เป็นเรื่องตายตัวกลไก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องพลังในการปฏิวัติอย่างเดียว มันต้องถูกนำมาพิจารณาในแง่ของการหาทางเพิ่มอำนาจต่อรองและอำนาจในการต่อสู้ของเสื้อแดง เพื่อโค่นอำมาตย์ และเพื่อไม่ให้เราโดนปราบอีก คือเราต้องการเน้นว่าเสื้อแดงต้องขยายการจัดตั้งสู่กรรมาชีพในสหภาพแรงงาน และสิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือคำถามว่าทำไมขบวนการที่นำโดยนักการเมืองเพื่อไทยจึงไม่สนใจกรรมาชีพ? คำตอบคือเขาไม่ใช่นักสังคมนิยม มันนำไปสู่การคุยกันเรื่อง “แนวร่วม” ระหว่างชนชั้นล่าง มันนำไปสู่การวิเคราะห์ลักษณะทางชนชั้นของพวกเสื้อเหลืองหรือสลิ่มอีกด้วย การวิเคราะห์ต้องนำไปสู่ความชัดเจนว่าเราพึ่งนักการเมืองเพื่อไทยไม่ได้ และหวังพึ่งทหารแตงโม เสธ.แดง หรือคนที่จะสร้าง “กองกำลังเสื้อแดง” ไม่ได้อีกด้วย ต้องเน้นการเข้าถึงพลังมวลชน และหาทางให้เกิดการนัดหยุดงานและยึดสถานที่ราชการในที่สุด
“รัฐอำมาตย์คืออะไร?” อันนี้ไม่ใช่ข้อถกเถียงนามธรรม เราต้องสามารถใช้ทฤษฏีมาร์คซิสต์เพื่ออธิบายว่า “อำมาตย์” คือส่วนสำคัญของรัฐทุนนิยมทุกรัฐ เพราะรัฐนายทุนทั่วโลกมี “อำมาตย์” ประเด็นคือในประเทศประชาธิปไตยตะวันตกมันมีอะไรที่คานหรือลดอำนาจอำมาตย์ได้? การศึกษาประเด็นนี้นำไปสู่เรื่องการเตือนไม่ให้เสื้อแดงตั้งความหวังกับการเลือกตั้งมากเกินไป แต่ในอีกแง่หนึ่งเราหันหลังให้การเลือกตั้งไม่ได้เช่นกัน แล้วขั้นตอนการต่อสู้กับอำมาตย์คืออะไร? องค์ประกอบอำนาจของรัฐอำมาตย์ไทยมีอะไรบ้าง? ไม่ใช่บุคคลคนเดียว .... และทักษิณเคยเป็นส่วนหนึ่งของ “อำมาตย์” ใช่ไหม? เวลาที่เขาพยายามขึ้นมามีอำนาจภายในโครงสร้างเดิม หรือเวลาเขา “ปราบยาเสพติด” หรือปราบคนมาเลย์มุสลิมในภาคใต้ เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของอำมาตย์ก่อนที่จะเกิดรัฐประหาร ๑๙ กันยา
“รัฐไทยใหม่” ที่เราจะเสนอให้เสื้อแดงสร้างคือรัฐในระบบทุนนิยมหรือสังคมนิยม? ในระยะสั้นมันเป็นรัฐทุนนิยม แต่ในระยะยาวเป็นรัฐสังคมนิยม แต่ที่สำคัญคือเป้าหมายระยะสั้นกับระยะยาวเชื่อมกัน
ในยุคนี้คนเสื้อแดงจำนวนมากต้องการให้รัฐไทยและทุกสถาบันของรัฐ รวมถึงศาล “เป็นกลาง” ประเด็นคือรัฐในระบบทุนนิยมเป็นกลางไม่ได้ ดังนั้นเราจะเอาอะไรมาคานอำนาจรัฐทุนนิยมในรูปธรรมและในชีวิตประจำวัน เพื่อลดปัญหาสองมาตรฐาน ก่อนที่เราจะสร้างรัฐสังคมนิยม?
มาร์คซิสต์จะไม่แยกทฤษฏีออกจากการปฏิบัติ ในไทยฝ่ายซ้ายจะพิสูจน์ตนเองได้จากการเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ดีที่สุด ซึ่งรวมถึงเรื่องการเสนอรัฐสวัสดิการและการปฏิรูประบบยุติธรรม เพราะประชาธิปไตยมีหลายมิติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
“รัฐและสังคมหลังอำมาตย์จะเป็นอย่างไร?” เรื่องนี้ก็น่าสนใจ “รัฐและสังคมหลังอำมาตย์” มันเป็นทุนนิยม ยังไม่ถึงสังคมนิยม ที่เสนอแบบนี้ไม่ใช่การเสนอแนว “สองขั้นตอนการปฏิวัติ” ที่พรรคคอมมิวนิสต์เคยเสนอ เพราะแนวสตาลิน-เหมาของ พคท. ที่เสนอสองขั้นตอนการปฏิวัติ จะ”แช่แข็ง” สังคมไว้ที่ขั้นตอน “ทุนนิยมโดยรัฐ” และไม่ยอมเชื่อมและผลักดันต่อไปสู่ขั้นตอน “สังคมนิยม” และในที่สุดทุนนิยมโดยรัฐก็แปรตัวเป็นทุนนิยมตลาดเสรีอย่างเช่นในจีนและรัสเซีย
รัฐและสังคมไทยหลังอำมาตย์ สำหรับเราชาวมาร์คซิสต์ เป็น “ทางผ่าน” สู่สังคมนิยม ดังนั้นเราต้องตั้งเป้าหมายไว้ในลักษณะที่ก้าวหน้าที่สุด เช่นเรื่องการตั้งรัฐสวัสดิการ การยุบกองทัพ การปลดผู้พิพากษาออก การมีประชาธิปไตยแท้ ฯลฯ แต่สำหรับ “เสื้อแดงทุนนิยม” รัฐและสังคมไทยหลังอำมาตย์คือจุดจบ ไม่ใช่ทางผ่าน ดังนั้นเขาจะประนีประนอมกับอำนาจอำมาตย์ เพราะเขาไม่คิดจะล้มกระดานทุนนิยม
การไม่คิดล้มกระดานทุนนิยม แปลว่าแกนนำเสื้อแดงส่วนใหญ่มองว่ารัฐและสังคมไทยหลังอำมาตย์ คือการหมุนนาฬิกากลับสู่สมัยรัฐบาลทักษิณ หรืออะไรที่ใกล้เคียง ดังนั้นเขาไม่ยอมเสนอรัฐสวัสดิการชัดๆ ไม่ยอมเสนอให้ยุบกองทัพหรืออย่างน้อยปฏิรูปแบบถอนรากถอนโคน ไม่ยอมแตะโครงสร้างอำนาจเก่ามากไป พวกนี้จะเสนอให้นิรโทษกรรมทุกฝ่าย ซึ่งจะฟอกทรราชมือเปื้อนเลือดแบบที่เคยเกิดหลัง ๖ ตุลา หรือพฤษภา ๓๕ และพวกนี้จะตั้งความหวังกับการเลือกตั้งในอนาคตโดยไม่พิจารณาอำนาจนอกรัฐสภาของฝ่ายเสื้อแดงที่ควรจะนำมาใช้ แม้แต่สาย “จับอาวุธ” ก็ไม่เคยเสนอให้ล้มกระดานทุนนิยมอย่างที่เราเสนอ คือเขาอยากใช้กองกำลังเพื่อให้ล้มอำมาตย์แต่ทุกอย่างที่เหลือให้เหมือนสมัยไทยรักไทย และที่แย่คือหันหลังให้กับการนำตนเองของประชาชน แต่เราชาวมาร์คซิสต์ต้องการให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินจริงๆ



